|
|
:::: ข้อมูลและสารสนเทศ :::: |
|
ความหมายของข้อมูล
ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ เช่น เกี่ยวกับคน
สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ใด ๆ เป็นต้น เราสามารถใช้ตัวอักษรเพื่ออธิบายข้อ
มูล ตัวอักษรเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของตัวเลข ข้อความ สัญลักษณ์
หรืออื่น ๆ ซึ่งสามารถสื่อความหมายไปในทางใดทางหนึ่งได้
ข้อมูลที่ได้มา
จากการเก็บรวบรวมหรือการบันทึกจากแหล่งข้อมูลโดยตรง หรือเรียกว่า
"ข้อมูลดิบ" เมื่อนำข้อมูลดิบเหล่านี้มาประมวลผลเพื่อให้สามารถนำ
ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง จะเรียกว่า "ข้อสนเทศ
หรือ สารสนเทศ"
ชนิดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์
ข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่คอมพิวเอร์มีอยู่หลายชนิด
เพื่อให้การประมวลผลง่ายขึ้นและเป็นระเบียบ คอมพิวเตอร์จึงได้มีการจัดข้อมูลออกเป็นชนิด
ต่าง ๆ ดังนี้ 1 ข้อมูลชนิดตัวเลข
(Numeric) เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปคำนวณได้ ข้อมูลตัวเลขนี้มีทั้งที่เป็นแบบตัวเลขจำนวนเต็ม
(ไม่มีทศนิยม)
และตัวเลขแบบจำนวนจริง (มีทศนิยม)
2 ข้อมูลชนิดตัวอักษร (Character หรือ string) ข้อมูลชนิดตัวอักษรนี้อาจเป็น
ข้อความล้วน ๆ หรือข้อความปนตัวเลขก็ได้ ซึ่งตัวเลข
ที่ปะปนอยู่ด้วยนี้ ไม่สามารถนำไปคำนวณได้
3 ข้อมูลชนิดตรรกะ (Logical) เป็นข้อมูลที่มีค่าเพียงสองค่าเท่านั้น
คือ จริง(True) และ เท็จ (False) หรืออาจจะเป็น ใช่ (Yes)
และ ไม่ใช่ (No) หรืออาจจะใช้เป็น 0 และ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ง
เท่านั้น
รหัสแทนข้อมูล
หน่วยที่เล็กที่สุดของการจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์
คือ บิต (Bit ย่อมาจาก Binary Digit) ซึ่งบิตนี้มีสถานะอยู่เพียงสองค่า
คือ 0 และ
1 เมื่อเรานำบิตมาต่อกัน 8 ตัว จะกลายเป็น 1 ไบต์ (Byte)
ตัวอักษรที่เราใช้ในคอมพิวเตอร์ อย่างเช่น A,B,C,D,E, ก,ข,ค,ฮ
ฯลฯ จะใช้เนื้อ
ที่ในการเก็บตัวละ 1 ไบต์ และเมื่อเรานำแต่ละไบต์มารวมกันก็จะกลายเป็นข้อความหรือคำ
ๆ หนึ่งเรียกว่า เวิร์ด (Word) ชื่อจะใช้กี่ไบต์มา
รวมกันก็แล้วแต่ความยาวของคำหรือข้อความนั้น
ความจุของสื่อเก็บข้อมูลมีหน่วยเป็นไบต์
(เพราะถ้าใช้บิตจะมีความยาวของรหัสข้อมูลมากเกินไป) และถ้าหากความจุมากขึ้นก็จะขยับขึ้น
เป็น กิโลไบต์ (Kilobyte ตัวย่อคือ KB) ซึ่ง 1 กิโลไบต์
มีค่าเท่ากับ สองยกกำลังสิบ ไบต์ หรือ 1,024 ไบต์ และถ้าใหญ่ขึ้นลำดับถัดไปอีก็คือ
กิกะไบต์ (Gigabyte ตัวย่อคือ GB)
ชนิดของรหัสแทนข้อมูล
จากหัวข้อที่แล้ว ทำให้ทราบว่า
ตัวอักษรที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ อย่างเช่น A,B,C,D,ก,ข,ค ฯลฯ
จะใช้เนื้อที่ในการเก็บตัวละ 1 ไบต์ หรือ 8
ิบิต จะถูกกำหนดรหัสอย่างไรเพื่อใช้แทนตัวอักษรแต่ละตัว
เราสามารถกำหนดขึ้นเองได้หรือไม่
คำตอบ คือ เราไม่สามารถกำหนดรหัสดังกล่าวได้เอง
เพราะถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ยอมให้เรากำหนดรหัสข้อมูลเองได้
เครื่องคอมพิว
เตอร์แต่ละเครื่องก็จะมีรหัสที่แตกต่างกันมากมายซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการติดต่อข้อมูลระหว่างเครื่อง
เปรียบเสมือนภาษาของมนุษย์ ถ้า
พูดคนละภาษาก็จะฟังกันไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ ดังนั้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทุกเครื่อง
จึงได้มีการกำหนดมาตราฐาน
รหัสแทนข้อมูลให้มีรูปแบบเดียวกันเป็นมาตราฐานสากล ซึ่งรหัสแทนข้อมูลในปัจจุบันมีการกำหนดขึ้นใช้หลายชนิด
ที่นิยมใช้กันได้แก่
รหัส BCD (Binary Coded Decimal)
1 ไบต์ มีขนาดเพียง 6 บิต เป็นรหัสแบบเก่าซึ่งปัจจุบันเลิกใช้กันหมดแล้วเพราะเก็บข้อมูลได้
น้อย คือ สามารถแทนข้อมูลได้เพียง 64 ตัวเท่านั้น ในปัจจุบันจะใช้รหัสที่มีขนาด
8 บิต หรือมากกว่านั้น
รหัส EBCDIC (Extended Binary
Coded Decimal Interchange Code) อ่านว่า "เอ็บซีดิก"
พัฒนาโดยบริษัท ไอบีเอ็ม
มีขนาด 8 บิต สามารถใช้แทนข้อมูลได้ 256 ตัว วิธีการของเอ็บซีดิกนั้นจะแบ่ง
8 บิตออกเป็นสองส่วนเท่ากัน โดยส่วนแรกใช้เก็บโซนบิต
และส่วนหลักใช้เก็บนิวเมอริกบิต
รหัส ASCII (American Standard
Code for Information Interchange) อ่านว่า "แอสกี"
เป็นรหัสที่เครื่องคอมพิวเตอร์
ส่วนใหญ่ใช้ มีขนาด 8 บิต แอสกีมีวิธีการแบ่ง 8 บิต ออกเป็น
สองส่วน คือ โซนบิตและนิวเมอริกบิตเช่นเดียวกับเอ็บซีดิก
แอสกี้เป็นรหัสที่กำ
หนดขึ้นมาโดยสถาบัมาตราฐานของสหรัฐอเมริกา ในตอนเริ่มแรกนั้นแอสกีมีขนาด
7 บิต แต่ต่อมาถูกพัฒนาเป็น 8 บิต เพื่อให้สามารถเก็บ
ข้อมูลได้มากขึ้น
รหัส Unicode อ่านว่า "ยูนิโค้ด"
ใช้รหัสแบบ 16 บิต ซึ่งทำให้สามารถใช้แทนตัวอักษรได้ถึง
65,536 ตัวอักษร ยูนิโค้ดเป็นรหัสที่ถูก
สร้างขึ้นมาใหม่ล่าสุด เนื่องจากรหัสเอ็บซีดิกและแอสกี้ซึ่งมีขนาด
8 บิต สามารถใช้แทนข้อมูลได้เพียง 256 ตัวอักษรเท่านั้น
แต่บางภาษาต้อง
ใช้รหัสมากกว่านั้น เช่น ภาษาญี่ปุ่นและจีน ซึ่งสองภาษานี้มีรูปแบบตัวอักษรมากกว่า
256 ชนิด ทำให้การแทนตัวอักษรด้วยรหัสเอ็บซีดิกหรือ
แอสกีไม่สามารถแทนตัวอักษรครบหมดทุกตัวได้
โครงสร้างข้อมูลในคอมพิวเตอร์
โครงสร้างข้อมูลในคอมพิวเตอร์
(File Structure) คือ ลักษณะการจัดแบ่งข้อมูลเป็นลำดับชั้น
เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถนำไปใช้ใน
การประมวลผลได้ โครงสร้างข้อมูลในคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนต่าง
ๆ โดยไล่จากระดับที่เล็กที่สุดประกอบกันเป็นระดับใหญ่ขึ้นตาม
ลำดับ ดังนี้
หน่วยข้อมูล คือ ส่วนที่เล็กที่สุดของข้อมูล
ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร สัญญลักษณ์ต่าง ๆ หน่วยข้อมูลนี้ยังไม่สามารถสื่อความหมาย
หรือมี
ความหมายไปในทางใดทางหนึ่งด้วยตัวของมันเองได้แก่ ตัวอักษร
A ตัวเลข 5 สัญลักษณ์ # เป็นต้น (หน่วยข้อมูลก็คือไบต์นั่นเอง)
ฟิลด์ข้อมูล หรือเขตข้อมูล คือ
การนำหน่วยข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบกันเพื่อบ่งบอกข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น นำชุดตัวอักษร
มารวมกันจนกลายเป็นชื่อคน เช่น "John" "Marry"
หรือนำตัวเลขมารวมกันจนกลายเป็นรหัสพนักงาน "2545001"
เป็นต้น (ฟิลด์
ข้อมูลก็คือเวิร์ดนั่นเอง)
เรคคอร์ดข้อมูล หรือระเบียนข้อมูล
คือ การนำเอาฟิลด์ข้อมูลตั้งแต่หนึ่งฟิลด์ข้อมูลเป็นต้นไป
ซึ่งเป็นข้อมูลที่บ่งบอกข้อมูลที่แตกต่างกันมา
รวมกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้สื่อความหมายไปในทางใดทางหนึ่ง
เพื่อบอกคุณลักษณะของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตัวอย่างเช่น นำฟิลด์ชื่อ
ฟิลด์ที่อยู่ ฟิลด์วันเกิด ฟิลด์เบอร์โทรศัพท์ และฟิลด์สัญชาติมารวมกัน
เพื่อสื่อความหมายว่าเป็นประวัติของพนักงาน เป็นต้น จะเห็นว่าแต่ละ
ฟิลด์เก็บข้อมูลกันคนละอย่างแต่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกันอยู่
และเมื่อนำมารวมกันก็สามารถบ่งบอกถึงประวัติพนักงานได้
แฟ้มข้อมูล เกิดจากการนำเรคอร์ดหลาย
ๆ เรคคอร์ดที่เก็บข้อมูลในเรื่องราวเดียวกันมารวมกัน เช่น
นำเรคคอร์ดที่เก็บข้อมูลประวัติพนักงาน (1 เรคคอร์ด จะเก็บประวัติได้เพียง
1 คน) หลาย ๆ เรคคอร์ดมารวมกันก็จะกลายเป็นแฟ้มข้อมูล
ประวัติพนักงานของทั้งบริษัทได้
ฐานข้อมูล เกิดจากการนำเอาแผ้มข้อมูลหลาย
ๆ แฟ้มข้อมูลมารวมกัน โดยแฟ้มข้อมูลเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กัน
แต่เมื่อนำมา
รวมกันแล้วจะทำให้การทำงานเกิดเป็นระบบฐานข้อมูลขึ้นมา เช่น
การนำเอาแฟ้มข้อมูลประวัติพนักงาน แฟ้มข้อมูลสินค้า และแฟ้มข้อมูล
ตา-
รางการทำงานมารวมกัน ทำให้เกิดเป็นระบบร้านขายสินค้า ซึ่งจะทำให้ทราบว่าพนักงานคนนี้ชื่ออะไร
ขายสินค้าอะไร และมีเวลาทำงาน
อย่างไร เป็นต้น
|
|
|
|