<%@LANGUAGE="VBSCRIPT" CODEPAGE="874"%> Kajidrid.com :::: บทความ และ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
 
    
 
:::: Menu กะจิดริด ::::
 
 


:::: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ::::
 
     ความหมายและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
     คอมพิวเตอร์ แปลว่า "ผู้คำนวณ" ซึ่งมีความหมายตรงกันกับหนังสือศัพท์คอมพิวเตอร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่ได้บัญญัติศัพท์เพื่อเรียก
ใช้คอมพิวเตอร์ ว่า "คณิตกรณ์" และมีความหมายว่า "ผู้คำนวณ" เช่นกัน  หากแปลความหมายของคอมพิวเตอร์ตามชื่อเฉพาะตามที่กล่าว
มาก็คงจะไม่ถูกต้องนักเนื่องจากคำอธิบายก็ยังไม่ครอบคลุมและอาจทำให้คลาดเคลื่อนไปว่า คอมพิวเตอร์ก็คือเครื่องคิดเลข ดังนั้นเพื่อความ
เข้าใจที่ถูกต้อง จึงสรุปความหมายของคอมพิวเตอร์ได้ดังนี้

     คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้ด้วยชุดคำสั่งหรือโปรแกรม โดยคอมพิวเตอร์จะรับข้อมูลหรือคำสั่ง
จากอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูล เพื่อนำไปประมวลผลตามความต้องการ และแสดงผลลัพธ์นั้นทางอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผล

     คอมพิวเตอร์เหมาะกับงานที่มีปริมาณข้อมูลมาก ๆ การทำงานที่มีขั้นตอนซ้ำซากจำเจ หรือข้อมูลที่ต้องใช้การคำนวณที่ซับซ้อน งานเหล่า
นี้หากใช้แรงงานมนุษย์คงเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน อีกทั้งผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย เนื่องจากข้อจำกัดของตัวมนุษย์เอง
     คอมพิวเตอร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้หลากหลาย เป็นต้นว่า จัดพิมพ์เอกสาร คำนวณตัวเลข สร้างภาพกราฟฟิก เก็บและประ
มวลผลฐานข้อมูล ใช้งานอินเทอร์เน็ต ฯลฯ รวมทั้งความสามารถด้านมัลติมีเดีย (Multimedia) เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ร้องเพลง
คาราโอเกะ ฯลฯ อีกด้วย และจากการที่คอมพิวเตอร์ใช้งานได้หลายด้านและหลากหลายรูปแบบนี้ ทำให้ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นที่นิยมอย่าง
กว้างขวางของทุกวงการ

     หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์จะเริ่มจากการอินพุต (Input) คือ การรับข้อมูล ซึ่งได้มาจากอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์
เมาส์ ฯลฯ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่รับเข้ามานี้ทำการโพรเซส (Process) คือ การประมวลผลด้วยอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ประมวลผล ซึ่งในคอมพิว
เตอร์ หน่วยที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit คำย่อคือ CPU)
     การประมวลผล คือ การเปรียบเทียบ การลำดับ การคำนวณแบบต่าง ๆ การแปลงสัญญาณของข้อมูลซึ่งอาจเป็นตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ
แผนภูมิ แผนผังต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการแล้วจึงทำการเอาต์พุต (Output) หรือแสดงผลลัพธ์ที่ได้นั้นออกทางอุปกรณ์
ที่ทำหน้าที่แสดงผล เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น

     คุณสมบัติ ข้อดีและข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์
     คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของคอมพิวเตอร์หรือลักษณะที่บ่งบอกได้ว่าสิ่งนี้คือคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติของ
คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่สามารถใช้อ้างอิง เพื่อแยกแยะคอมพิวเตอร์ให้แตกต่างไปจากอุปกรณ์อื่น ๆ ทั่วไป คอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติที่สำคัญ
ดังต่อไปนี้
     1 เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ (Automatic) คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยอัติโนมัติตามที่ผู้ใช้ได้ตั้งโปรแกรม
เอาไว้ล่วงหน้า และคอมพิวเตอร์ยังสามารถลดขั้นตอนการทำงานได้มากมาย โดยเขียนคำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่ง ซึ่งคำสั่งเหล่านี้อาจประกอบไป
ด้วยคำสั่งย่อยอีกมากมายหลายคำสั่งโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ และคอมพิวเตอร์ก็จะจัดการประมวลผลและทำงานตามที่ต้องการให้โดยอัตโนมัติ
     2 ทำงานได้รวดเร็ว (Speed) คอมพิวเตอร์มีความเร็วในการประมวลผลสูง นับเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุด ซึ่งในปัจจุบันคอมพิวเตอร์
ได้รับการพัฒนาความเร็วให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์
     3 ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและแม่นยำ (Accurate) เมื่อป้อนข้อมูลหรือคำสั่งที่ถูกต้องเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ออกมาย่อมถูกต้องเสมอ
แต่ถ้าป้อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องลงไป คำตอบที่ออกมาก็จะไม่ถูกต้องตามไปด้วย
     4 มีความน่าเชื่อถือ (Reliable) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลตัวเดิมเข้าสู่คอมพิวเตอร์กี่ครั้งหรือปริมาณมากเพียงใดก็ตาม และไม่ว่าสถานการณ์ใด
ก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องอยู่เช่นเดิมเสมอ
     5 หน่วยความจำภายในมีขนาดใหญ่ คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำภายในขนาดใหญ่ เพื่อใช้สำหรับเก็บโปรแกรมคำสั่งหรือข้อมูล ซึ่งจะ
ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ เพียงแต่คอยควบคุมและกำหนดคำสั่งบางอย่างเท่านั้น
     6 สามารถใช้งานได้หลายด้าน (Wide Applicability) คอมพิวเตอร์สามารถใช้งานได้หลากหลายในตัวของมันเอง เป็นต้นว่า การ
จัดพิมพ์เอกสาร เขียนโปรแกรม สร้างภาพกราฟิก ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ และจากความสามารถหลากหลายนี้ ทำให้นำเครื่องคอมพิวเตอร์มา
ประยุกต์ใช้กับวงการต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น ใช้ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การแพทย์ บันเทิง การสื่อสาร การออกแบบ หรือธุรกิจต่าง ๆ
     ข้อดีของคอมพิวเตอร์ หรือประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ เป็นผลมาจากคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ซึ่งก็คือ
     1 มีความเร็วในการทำงานสูง คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลงานที่มีปริมาณมากให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
     2 มีความถูกต้องและเชื่อถือได้ ผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ มีความถูกต้องสูงและสามารถเชื่อถือได้
     3 ประหยัดค่าใช้จ่าย การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาทดแทนแรงงานคนยังช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินกิจการได้อีกด้วย
     4 มีความสามารถในการจดจำ คอมพิวเตอร์สามารถจดจำและเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากทั้งยังเรียกขึ้นมาใช้งานได้โดยใช้เวลาในการค้น
หาข้อมูลที่รวดเร็ว
     5 ใช้กับงานได้หลายด้าน นอกจากการใช้งานทั่วไป เช่น การจัดพิมพ์เอกสาร หรือ จัดเก็บข้อมูลแล้ว ยังสามารถนำคอมพิวเตอร์ประยุกต์
ใช้งานต่าง ๆ อีกมากมายตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
     ข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ไม่ได้มีข้อดีเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการในการใช้งานดังนี้
     1 ต้องใช้พลังานไฟฟ้า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถใช้พลังงานในรูปแบบอื่นได้ ดังนั้นในชนบทที่ห่างไกลและไม่มีไฟฟ้าใช้จึงไม่
สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ แม้จะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแบตเตอรี่แต่ก็สามารถใช้ได้ระยะสั้นเท่านั้น
     2 การทำงานต้องขึ้นอยู่กับมนุษย์ คอมพิวเตอร์ยังไม่มีความคิด การตัดสินใจ หรือความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง การใช้งานคอมพิว
เตอร์จึงเป็นเพียงเครื่องมือในการประมวลผลหรือการทำงานแทนมนุษย์เท่านั้น แต่ในขณะนี้ได้มีผู้ทดลองวิจัยสร้างสมองคอมพิวเตอร์เพื่อ
เลียนแบบสมองมนุษย์ขึ้นมา โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้าน แต่การวิจัยชิ้นนี้เป็นเพียงโครงงานวิจัยที่ถูกนำมาตีพิมพ์เท่านั้น เพราะว่า
สมองของมนุษย์มีการทำงานยุ่งยาก ซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเลียนแบบขึ้นมา แต่ในอนาคตไม่แน่ว่าโครงงานวิจัยนี้
อาจจะสำเร็จก็เป็นได้
     3 ต้องใช้เวลาในการศึกษาวิธีใช้งาน การจะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ต้องมีการฝึกหัดการใช้งาน เนื่องจากคอมพิวเตอร์จะมีวิธีการใช้งาน
โดยเฉพาะของมันเอง ซึ่งระยะเวลาในการฝึกหัดนั้น ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการทำงาน บางโปรแกรมอาจใช้ระยะเวลาอันสั้น แต่บางโปร
แกรมต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกหัดยาวนานเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ เช่น การเขียนโปรแกรม การใช้โปรแกรม CAD CAM เป็นต้น
     4 ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่เสมอ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ดังน้นไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมฯ
หรือโปรแกรมตอมพิวเตอร์ จะมีการปรับเปลี่ยนรุ่นอยู่เสมอ หากไม่ปรับเปลี่ยนตามอาจจะมีผลต่อการทำงานบางอย่างที่ต้องการความทันสมัย
และเข้ากันได้กับระบบอื่น ๆ การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งย่อมทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

     วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
     ต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะมีรูปร่างเหมือนที่เห็นกันใจปัจจุบันนี้ มีแนวคิดมาจากระบบตัวเลขที่ใช้สำหรับคิดคำนวณ ในอดีตได้มี
ผู้คิดค้นเครื่องช่วยคำนวณแบบต่าง ๆ มากมาย โดยเริ่มจากเครื่องช่วยคำนวณอย่างง่าย ๆ เช่น ลูกคิด ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องคำนวณชิ้นแรกของ
โลก และยังคงใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาได้มีการคิดค้นเครื่องคำนวณอื่น ๆ ตามมาอีกหลายชิ้น
บุคคลที่มีความสำคัญในการคิดค้นเกี่ยวกับต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
พ.ศ. 2160 จอห์น เนเปียร์ นักคณิตศาสตร์ชาวสกอต ได้ประดิษฐ์เครื่องที่ชื่อว่า เนเปียร์ โบนส์ เพื่อใช้ช่วยในการคูณ หาร และการถอด Root
พ.ศ. 2165 วิลเลี่ยม ออคเทรด นักคณิศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ สไลด์รูล เพื่อใช้ช่วยในการคูณ ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ ได้กลายมาเป็นต้นแบบ
ของเครื่องคอมพิวเตอร์แอนะล็อกในปัจจุบัน
พ.ศ. 2185 เบลล์ ปาสคาล นักคณิตศาสตร์และปรัชญาชาวฝรั่งเศษ ได้ประดิษฐ์เครื่องบวกเลขที่สร้างจากฟันเฟือง 8 ตัว สามารถบวก-ลบเลข
อย่างเที่ยงตรง ซึ่งนับเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาเครื่อคำนวณอื่น ๆ ต่อมา
พ.ศ. 2237 กอทฟริต ฟอน ลิปนิช นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์เครื่อง สเต็ป เร็คกอน ที่สามารถ บวก ลบ คูณ หารได้
พ.ศ. 2288 โจเซฟ แมรี่ แจคการ์ด ชาวฝรั่งเศษ ได้ประดิษฐ์เครื่องทอผ้าโดยใช้คำสั่งจากบัตรเจาะรูควบคุมการทอผ้า
และหลังจากนั้นเริ่มมีเค้าโครงเข้าสู่ยุคของคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2365 ชาร์ล แบบเบจ นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์ ดิฟเฟอร์เรนส์ เอ็นจิน เป็นเครื่องแก้สมการโดยใช้พลังงานไอน้ำ จากนั้นอีก
8 ปี เข้าได้เสนอแนวคิดและออกแบบเครื่องแอนะไลติคอล เอ็นจิน ใช้พลังงานไอน้ำ ซึ่งได้แบ่งหลักการคำนวณออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนรับ
ข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม โดยอาศัยบัตรเจาะรูของแจคการ์ดเป็นตัวป้อนข้อมูลและเก็บข้อมูล ซึ่งหลักการนี้ตรงกับหลักการของ
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน เมื่อป้อนข้อมูลจากบัตรเจาะรูเข้าไปเครื่องจะทำการคำนวณให้โดยอัตโนมัติ และสามารถเก็บผลลัพธ์ไว้ในหน่วยความ
จำ จากนั้นจึงแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมาทางกระดาษ แต่น่าเสียดายที่แนวความคิดของเขาก้าวหน้าเกินกว่าที่เทคโนโลยีสมัยนั้นจะผลิตขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตามแนวคิดของเขาถือได้ว่าเป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงได้ยกย่องให้ ชาร์ล แบบเบจ เป็น บิดาแห่งคอมพิวเตอร์
เอดา ออกุสต้า สตรีผู้ร่วมงานของ ชาร์ลแบบเบจ ได้คิดค้นหลัการเขียนคำสั่งและวิธีการใช้สำหรับเครื่องนี้ จึงถือได้ว่า เอดา ออกุสต้า เป็น
โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก
พ.ศ. 2393 ยอร์ช บูล นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์หลักพัชคณิต แนวใหม่ เรียกว่า พีชคณิตบูลีน เป็นแนวคิดของเลขฐานสอง คือ
0 และ 1 ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานในการออกแบบวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน
พ.ศ. 2430 ดร. เฮอร์แมน ฮอลเลอริท นักสถิติชาวอเมริกัน ได้ประดิษฐ์ เซ็นซัส แมชชีน เป็นเครื่องประมวลผลทางสถิติซึ่งสามารถอ่านรหัส
บนบัตรเจาะรู โดยนำมาใช้กับงานสำมะโนประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้การทำงานเสร็จเร็วกว่ากรรมวิธีแบบเดิมถึง 3 เท่า ต่อมา
อีก 9 ปี ดร.เฮอร์แมน ฮอลเลอริท ได้เปิดบริษัทเพื่อขายเครื่องมือที่เข้าประดิษฐ์ขึ้น และได้ร่วมมือกับอีกหลายบริษัทจนกลายเป็นบริษัท ไอบีเอ็ม
(IBM) ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน
พ.ศ. 2487 ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด ไอค์เคน แห่งมหาวิทยาลัยฮารวาร์ด ประดิษฐ์ Automatic Sequence Controller Calculator
หรือ มาร์ค วัน (MARK I) ซึ่งเครื่องนี้ถือว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก
พ.ศ. 2492 ดร.จอห์น นิวแมนน์ นักคณิตศาสตร์ ได้ประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บชุดคำสั่งไว้ในเครื่องได้ ชื่อว่า EDVAC (Electro
nic Discrete Variable Automatic Computer)
พ.ศ. 2494 ดร. จอห์น มอชลี่ และ ดร. เปรสเปอร์ แอคเคิร์ท ได้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อว่า UNIVAC I (Universal Automatic
Computer I ) เพื่อใช้ในการสำรวจมะโนประชากรและต่อมาได้นำไปใช้ในวงการธุรกิจ จึงถือว่า UNIVAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่อง
แรกที่นำมาใช้ในวงการธุรกิจ ต่อมา จอห์น มอชลี่ ได้ร่วมมือกับ เปรสเปอร์ แอคเคิร์ทผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดได้
สำเร็จ มีชื่อว่า ENIAC (Electronic Numerical Intergrator and Calculator)

     ยุคของคอมพิวเตอร
     คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ยุค ดังนี้
ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2494 - 2501)  เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกนี้จะใช้หลอดสูญญากาศ(Vacuum tube) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์มีหน่วยการ
ทำงานเป็นวินาที แต่เนื่องจากเทคโนโลยีในขณะนั้นยังไม่พัฒนามากนัก ความสามารถของหลอดสูญญากาศนี้จึงด้อยมากและมีข้อผิดพลาดใน
การทำงานเกิดขึ้น เป็นต้นว่า ทำงานได้ช้า มีการคำนวณที่ผิดพลาด ไม่น่าเชื่อถือ อายุการใช้งานสั้น ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่และมีความร้อนสูง
เครื่องคอมพิวเตอร์ ในยุคนี้จึงต้องทำงานในห้องปรับอากาศเท่านั้น
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างจากยุคนี้ ได้แก่ UNIVAC IBM 600
ภาษาเครื่องที่ใช้งานในยุคแรกนี้ ได้แก่ ภาษาเครื่อง และภาษาแอสเซมบลี ซึ่งมีความใกล้เคียงกับเครื่องมากที่สุด

ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2502 - 2507) ในยุคนี้ได้พัฒนาวงจรจากหลอดสุญญากาศมาเป็นวงจรทรานซิสเตอร์ ซึ่งสามารถแก้ไขจุดด้วยของหลอดสุญ
ญากาศลงได้มาก เป็นต้นว่ามีความเร็วในการทำงานสูงขึ้น การคำนวณมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และเกิดความร้อนต่ำ
ทรานซิสเตอร์นี้มีความเร็วเท่ากับ สิบ ยกกำลัง ลบสาม วินาที หรือ 1/1,000 วินาที) มีหน่วยความเร็วเป็นมิลลิวินาที
เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ ได้แก่ IBM 1401 IBM 7000
ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในยุคนี้ ได้แก่ ภาษา โคบอล ฟอร์แทรน

ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2508 - 2513)  ยุคนี้เป็นยุคที่มีการเติบโตของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มาก จากวงจรทรานซิสเตอร์ในยุคที่ 2 ถูกพัฒนาขึ้น
มาเป็นวงจรไอซี (IC : Integrated Circuits) ซึ่งในวงจรนี้ประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์เป็นจำนวนมาก ถูกบรรจุรวมกันไว้บนแผ่นซิลิกอน
เล็ก ๆ เรียกว่า ชิป (Chip) คอมพิวเตอร์ยุคนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการทำงานเร็วขึ้น คือเท่ากับ สิบ ยกกำลัง ลบหก วินาที (หรือ 1/1,000,
000 วินาที) มีหน่วยความเร็วเป็นไมโครวินาที
เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ ได้แก่ IBM 360 UNIVAC 9400
ภาษาคอมพิวเตอร์กำเนิดขึ้นมากมายในยุคนี้ ได้แก่ ภาษา อาร์พีจี พีแอลวัน เบสิก เอ

ยุคที่ 4 (พ.ศ. 2514 - ปัจจุบัน)  เทคโนโลยีได้พัฒนาวงจรในยุคนี้มาเป็น แอลเอสไอ (LSI : Large Scale Integrated) ซึ่งใช้เทคโนโลยี
อันทันสมัยบรรจุวงจรไอซีเป็นจำนวนมากลงในแผ่นชิปเพียง 1 แผ่น ทำให้วงจรมีขนาดเล็กลงแต่ทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และต่อมาก็
พัฒนาวงจรมาเป็น วีแอลเอสไอ (VLSI : Very Large Scale Integated) ซึ่งวงจรนี้ก็ถูกเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ในปัจจุบันนั่นเอง

     นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่ายอย่างกว้างขวาง โดยระบบเครือข่ายที่กำลังเป็นที่นิยมและใช้กันแพร่หลาย
ก็คือ อินเตอร์เน็ต นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันเรียกได้ว่ามีบทบาทแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการศึกาา ธุรกิจ หรือในชีวิตประจำวันทั่วไป จะเห็นได้
ว่าในอนาคตคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิตอย่างแน่นอน